
ณ แคว้นมัทราอันอุดมสมบูรณ์ มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข พระองค์ทรงมีพระมเหสีอันเป็นที่รักยิ่ง นามว่า พระนางมัทรี ทรงมีพระโอรสธิดาอันเป็นที่รักยิ่งสองพระองค์ คือ พระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร
วันหนึ่ง พระราชาพรหมทัต ทรงประชวรหนัก โรคภัยไข้เจ็บที่กัดกินพระวรกายราวกับจะพรากพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงวิตกกังวลยิ่งนัก หากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ใครเล่าจะปกป้องอาณาจักรนี้ได้เล่า? ใครเล่าจะดูแลพระมเหสีและพระโอรสธิดาอันบริสุทธิ์นี้ได้? ความคิดนี้ทำให้พระองค์ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก
ด้วยความห่วงใยในพระราชโอรสธิดา พระเจ้าพรหมทัต จึงมีพระดำรัสเรียกพระมเหสีมัทรีเข้ามาเฝ้า
"มัทรีที่รัก หากข้าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เจ้าจงดูแลลูกทั้งสองให้ดี อย่าให้พวกเขาต้องลำบาก จงเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของแผ่นดินต่อไป"
พระนางมัทรีทรงกันแสง มิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
"ข้าแต่พระสวามี อย่าตรัสเช่นนั้นเลย หม่อมฉันจะดูแลพระองค์ให้ดีที่สุด และจะดูแลลูกของเราให้ดีที่สุดเช่นกัน"
แต่แล้ว ชะตาชีวิตก็เล่นตลก พระเจ้าพรหมทัต ทรงสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด ความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วพระราชวัง ผู้คนต่างพากันร่ำไห้เสียใจ
พระนางมัทรีทรงครองราชย์ต่อจากพระสวามี ทรงปกครองแผ่นดินด้วยความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แม้จะทรงโศกเศร้าเพียงใด แต่พระนางก็ทรงเข้มแข็งเพื่อลูกทั้งสอง พระกุมารกัณหา นั้นเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มผู้รูปงาม มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ส่วนพระกุมารีเวสสันดร ก็เป็นเด็กสาวผู้อ่อนหวาน งดงาม
วันเวลาผ่านไป พระนางมัทรีทรงปรารถนาจะให้พระโอรสธิดาได้พบกับพระบิดาของพวกเขา ซึ่งทรงออกผนวชเป็นฤาษีอยู่กลางป่าหิมพานต์ แต่ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของลูกๆ พระนางจึงยังไม่กล้าพาไป
จนกระทั่งพระกุมารกัณหา ทรงเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัว ทรงมีพระทัยกล้าหาญ ปราศจากความกลัว พระองค์ทรงขออนุญาตพระมารดาออกเดินทางไปตามหาพระบิดา
"หม่อมแม่ หม่อมฉันอยากจะไปหาพระบิดาของหม่อมฉัน หม่อมฉันคิดถึงพระบิดาเหลือเกิน"
พระนางมัทรีทรงหนักใจยิ่งนัก แต่ก็ทรงเห็นแก่ความปรารถนาของพระโอรส จึงทรงอนุญาต และทรงกำชับให้ระมัดระวังตัว
พระกุมารกัณหา ทรงออกเดินทางสู่ป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ พระองค์ทรงใช้เวลาเดินทางนานหลายวันหลายคืน ท่ามกลางป่าที่รกทึบ เต็มไปด้วยอันตรายนานัปการ แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่ พระองค์ก็ทรงสามารถผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลายไปได้
ในที่สุด พระองค์ก็ทรงพบกับอาศรมของพระบิดา พระบิดา (ซึ่งก็คือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ทรงมีพระพักตร์ผ่องใส ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระโอรส พระบิดาก็ทรงดีพระทัยเป็นยิ่ง
"กัณหา ลูกรัก มานี่มา"
พระกุมารกัณหา ทรงเข้าไปกราบพระบิดาด้วยความเคารพ
"กระหม่อมกราบทูลพระบิดา หม่อมฉันคิดถึงพระบิดาเหลือเกิน"
ทั้งสองพระองค์ทรงสนทนากันถึงเรื่องราวต่างๆ พระบิดาทรงเล่าถึงชีวิตของการเป็นฤาษี การบำเพ็ญเพียร การละเว้นจากกิเลสทั้งปวง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง พระนางมัทรี ทรงเป็นห่วงพระกุมารกัณหา เป็นที่สุด จึงทรงตัดสินใจพาพระกุมารีเวสสันดรออกตามหาพระกุมารกัณหา
"ลูกรัก ไปตามหาพี่กัณหาของเรากันเถิด แม่เป็นห่วงเขาเหลือเกิน"
พระกุมารีเวสสันดร ทรงตอบรับด้วยความเต็มพระทัย
"เพคะ หม่อมฉันก็เป็นห่วงพี่กัณหาเช่นกันเพคะ"
การเดินทางของสองแม่ลูกก็เต็มไปด้วยความยากลำบากเช่นกัน พวกเขาต้องเผชิญกับสัตว์ป่า ดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน แต่ด้วยความรักและความห่วงใยที่มีต่อกัน พวกเขาก็สามารถเดินทางต่อไปได้
เมื่อพระนางมัทรีและพระกุมารีเวสสันดร ทรงมาถึงอาศรมของพระบิดา ก็ทรงพบกับพระกุมารกัณหา และพระบิดา
"พี่กัณหา!" พระกุมารีเวสสันดร ตรัสเรียกด้วยความดีใจ
พระนางมัทรี ทรงโผเข้ากอดพระโอรสธิดาด้วยความโล่งอก
"ลูกรัก ปลอดภัยแล้ว"
พระบิดาทรงมีพระพักตร์อิ่มเอิบด้วยความยินดี ทรงเห็นครอบครัวกลับมาพร้อมหน้ากัน
แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุข ปรากฏมีดาบสตนหนึ่ง เดินทางมาที่อาศรม ดาบสตนนั้นคือพระเจ้ากรุงกาลิงคะ ที่ปลอมตัวมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นของตน
"ท่านฤาษี ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ท่านขโมยไป"
พระบิดาทรงงุนงง
"ท่านพูดเรื่องอันใด ข้าไม่เคยขโมยสิ่งใดไปจากท่านเลย"
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ ชี้ไปที่พระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร
"เด็กสองคนนั้น! ข้าต้องการพวกเขา!"
พระบิดาทรงไม่เข้าใจ
"แต่เด็กสองคนนี้คือพระโอรสธิดาของข้า"
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ อธิบายว่า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเป็นพระราชา พระองค์ทรงมีพระโอรสธิดาที่พลัดหลงหายไปในป่า และเมื่อเห็นพระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร ก็ทรงคิดว่าเป็นพระโอรสธิดาของพระองค์
พระนางมัทรีทรงตกใจกลัว
"อย่าทำร้ายลูกของหม่อมฉันเลยนะ"
พระบิดาทรงพยายามอธิบาย แต่พระเจ้ากรุงกาลิงคะ ก็ทรงไม่เชื่อ
"ถ้าท่านไม่ให้เด็กสองคนนี้มา ข้าจะทำร้ายท่าน"
ในสถานการณ์ที่คับขัน พระบิดาทรงเล็งเห็นว่า การที่จะทำให้พระเจ้ากรุงกาลิงคะพอใจ และไม่ทำร้ายครอบครัวของพระองค์นั้น พระองค์จะต้องยอมเสียสละ
"หากท่านต้องการเด็กสองคนนี้จริงๆ ข้าจะให้ท่านไป"
พระนางมัทรี ทรงตกใจ
"ไม่นะ! ท่านจะยกพวกเราให้เขาได้อย่างไร?"
พระบิดาทรงพยายามเกลี้ยกล่อม
"ที่รัก เจ้าต้องเข้าใจ ข้าทำเพื่อปกป้องพวกเราทุกคน"
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ ดีใจมากที่พระบิดาทรงยอม
"ดีมาก! งั้นข้าจะพาเด็กสองคนนี้ไป"
แต่ก่อนที่พระเจ้ากรุงกาลิงคะ จะพาพระโอรสธิดาไปได้ พระบิดาทรงมีเงื่อนไข
"ท่านต้องสัญญากับข้า ว่าจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด"
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ สัญญา
พระบิดาทรงปลอบพระโอรสธิดา
"กัณหา เวสสันดร ลูกรัก พ่อต้องให้ลูกไปกับท่านดาบสคนนี้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน พ่อจะพยายามหาทางช่วยพวกเจ้ามาให้เร็วที่สุด"
พระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร แม้จะเสียใจ แต่ก็ทรงยอมตาม
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ พาพระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร ออกจากอาศรมไป
เมื่อพระนางมัทรีทรงเห็นพระโอรสธิดาจากไป ก็ทรงเสียพระทัยเป็นที่สุด ทรงร้องไห้คร่ำครวญ
"ลูกรัก ลูกของแม่..."
พระบิดา ทรงปลอบโยนพระมเหสี
"ที่รัก อย่าเสียใจไปเลย เราต้องเข้มแข็ง"
เรื่องราวของพระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร ที่ถูกยกให้แก่ดาบส ได้ล่วงรู้ไปถึงพระราชาแห่งแคว้นโกสล พระราชาทรงตกใจและเสียพระทัยมาก ทรงตัดสินพระทัยที่จะออกตามหาพระโอรสธิดา
พระราชาโกสล ทรงนำทหารจำนวนมากออกตามหาระยะทางอันยาวไกล จนกระทั่งทรงพบกับอาศรมของพระบิดา
เมื่อทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด พระราชาโกสล ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ทรงตำหนิพระเจ้ากรุงกาลิงคะ และทรงทวงถามถึงพระโอรสธิดา
พระเจ้ากรุงกาลิงคะ ทรงยอมรับว่าเข้าใจผิด และทรงขออภัย
"ข้าขออภัย ข้าเข้าใจผิดไปเอง เด็กสองคนนั้นคือพระโอรสธิดาของท่านฤาษีจริงๆ"
พระราชาโกสล ทรงขอให้พระเจ้ากรุงกาลิงคะ นำพระโอรสธิดากลับมา
ในที่สุด พระกุมารกัณหา และพระกุมารีเวสสันดร ก็ได้รับการช่วยเหลือ และได้กลับมาคืนสู่ครอบครัว
พระบิดา พระมารดา และพระโอรสธิดา ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง
พระบิดาทรงได้ทูลลาพระมเหสี เพื่อจะทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป
"ที่รัก ข้าปรารถนาจะบำเพ็ญเพียรจนถึงที่สุดแห่งชีวิต"
พระนางมัทรี ทรงเข้าใจ และทรงให้กำลังใจพระสวามี
"หม่อมฉันจะคอยดูแลลูกๆ ของเราให้ดีที่สุดเพคะ"
นับแต่นั้นมา เรื่องราวของความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักอันยิ่งใหญ่ของครอบครัวนี้ ก็ได้เป็นที่เล่าขานสืบไป
ความเสียสละเพื่อผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ และความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่เสมอ
บารมีแห่งความเสียสละและการบำเพ็ญเพียร
— In-Article Ad —
ความเสียสละเพื่อผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ และความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่เสมอ
บารมีที่บำเพ็ญ: บารมีแห่งความเสียสละและการบำเพ็ญเพียร
— Ad Space (728x90) —
102เอกนิบาตมหาสุบินชาดกณ กรุงสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน ขณะนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงมีพระ...
💡 นิมิตหมายต่างๆ สามารถบ่งบอกถึงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของสังคม และเป็นเครื่องเตือนใจให้ประพฤติปฏิบัติดี
359ปัญจกนิบาตโสณนันทชาดกนานมาแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ และทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อสะสมบารมี ครั้...
💡 การสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตใหม่ที่ดีงาม
196ทุกนิบาตมหาธนูรัฐชาดกครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ในนครเวสาลีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระอาลักษณ...
💡 ปัญญาและวาจาที่ประกอบด้วยเหตุผล สามารถยุติความขัดแย้งที่รุนแรง และนำมาซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ส่วนรวม
77เอกนิบาตกุมภทาสชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง กษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองแผ่น...
💡 ความตายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้สำหรับทุกชีวิต แต่การดำรงชีวิตอยู่ด้วยคุณธรรม การทำความดี การเสียสละเพื่อผู้อื่น คือสิ่งที่สามารถสร้างความสุขและความหมายที่แท้จริงให้กับชีวิตได้ ผลบุญจากการทำความดี ย่อมส่งผลให้จิตใจสงบ และนำไปสู่สุคติในภพหน้า
117เอกนิบาตสมนกททชาดก ในอดีตกาลนานมาแล้ว ครั้งพุทธกาลล่วงเลยมาถึงยุคที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพญาช้างเผือกแส...
💡 การเสียสละอันยิ่งใหญ่ แม้จะแลกมาด้วยความเจ็บปวด หรือการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก แต่ก็จะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น
96เอกนิบาตมหาปังกาฬิกชาดกณ เมืองสาวัตถี อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภถึงพระราชาผู้ท...
💡 การมีจิตคิดพยาบาทอาฆาต แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้ายได้ ควรหมั่นเจริญเมตตาจิตอยู่เสมอ
— Multiplex Ad —